วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจียวกู้หลานชนิดใดทีควรหลีกเลื่ยงใช้ให้น้อย

จำหน่ายเจียวกู้หลานคุณภาพ  http://jiaogulanok.blogspot.com เจียวกู้หลานที่จำหน่ายเป็นประเภทเจียวกู้หลานป่า ดีกว่าเจียวกู้หลานท้องตลาด



เจียวกู้หลานทีควรหลีกเลื่ยง ใช้ให้น้อย
   
 เราเลี่ยงจากการใช้ยาเคมีเพราะมีผลเสียกับสุขภาพแต่กลับมาเจอเจียวกู้หลานที่ไม่ได้คุณภาพอีก ทำอย่างไรดี สุขภาพก็รัก อยากใช้ของดีๆ ดูรายละเอียดประกอบคลิกที่นี่
     เจียวกู้หลานที่ปลูกใกล้ๆ กับโรงงานอุสาหกรรมหรือเมืองใหญ่ๆ ที่มีมลภาวะ เช่นมีการจราจรหนาแน่นคับคั่ง เจียวกู้หลานจะดูดสารพิษแล้วนำไปเก็บไว้ในตัวเอง เราทานเข้าไปจะเกิดการสะสมโดยเฉพาะสาร
แคตเมี่ยม อันตราย ส่งผลถึงตับของเรา อีกชนิดหนึ่งคือ เจียวกู้หลานนำเข้าจากต่างประเทศ อันตรายที่มากับเจียวกู้หลานชนิดนี้คือ ยาฆ่าแมลงและสารป้องกันเชื้อรา
สารแคตเมี่ยมคืออะไร
     แคดเมี่ยม เป็นโลหะหนัก มีสีขาว ฟ้า วาว มีลักษณะเนื้ออ่อน สามารถบิดโค้งงอได้และถูกตัดได้ง่ายด้วยมีด มักอยู่ในรูปแท่ง แผ่น เส้นลวด หรืดเป็นผงเม็ดเล็กๆ ในอากาศที่มีความชื้นแคดเมี่ยม จะถูกออกซิไดซ์ช้าๆ ให้แคดเมี่ยมออกไซด์ ในธรรมชาติแคดเมี่ยมมักจะอยู่รวมกับกำมะถันเป็นแคดเมี่ยมซัลไฟด์ และ มักปนอยู่ในสินแร่สังกะสี ตะกั่ว หรือทองแดง ฉะนั้นในการทำเหมืองสังกะสี จะได้แคดเมี่ยมซึ่งเป็น ผลพลอยได้(by product) ได้นำโลหะแคดเมี่ยมมาใช้ในวัสดุแผ่นไฟฟ้าเป็นส่วนผสมของอัลลอยด์ใช้ในการทำนิเกิลแคดเมี่ยม แบตเตอรี่ เป็นสารคงตัวในโพลีไวนิลคลอไรด์ ใช้ทำสีในพลาสติกและแก้ว เป็นส่วนผสมของอมาลกัม (amalgam) ที่ใช้ในร้านทันตกรรม ผลิตภัณฑ์ที่มีแคดเมี่ยมเป็นส่วนประกอบถ้าให้ความร้อนเกินจุดหลอมเหลว (321 องศาเซลเซียส) จะเกิดควันของแคดเมี่ยม (Cadmium fumes) การนำเอาแคดเมี่ยมมาใช้ทำให้มีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมในสิ่งแวดล้อม ทั้งในอากาศ น้ำ ดิน รวมทั้งในอาหารด้วย เมื่อมีมากๆ จะเกิดการสะสม โดยเฉพาะมนุษย์หรือสัตว์ ถ้ามีการสะสมของแคดเมี่ยมในร่างกายมากอาจก่อให้เกิดพิษได้
      โลหะแคดเมี่ยม มีคุณสมบัติละลายได้ทั้งในกรดอินทรีย์ และกรดอนินทรีย์ เคยมีรายงานการระบาดพิษของแคดเมี่ยม เนื่องจากการดื่มน้ำมะนาวในภาชนะที่ฉาบด้วยโลหะแคดเมี่ยม ความเป็นกรดของน้ำมะนาวสามารถละลายแคดเมี่ยมออกจากภาชนะจนทำให้มีแคดเมี่ยมปนเปื้อนในน้ำมะนาว เป็นสาเหตุให้ผู้ดื่มล้มป่วยลง ฉะนั้นจึงควรระมัดระวังไม่ควรเก็บ หรือเตรียมอาหารที่มีน้ำส้ม หรือพวกน้ำผลไม้ในภาชนะ หรือเครื่องครัวที่มี แคดเมี่ยมเป็นส่วนผสม
      นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ระบาดพิษของแคดเมี่ยมในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากโรงผลิตแร่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ได้ทิ้งกากแร่ที่มีแคดเมี่ยมและโลหะอื่นๆ ปล่อยน้ำเสียปะปนกับน้ำธรรมชาติเข้าสู่ไร่นาที่ปลูกข้าว และพืชผักต่างๆ ทำให้มีแคดเมี่ยมปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดข้าวและอาหาร เป็นเหตุให้แคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายเกิดอาการของโรคพิษแคดเมี่ยม ผู้ป่วยพันกว่าคนที่ได้รับสารแคดเมี่ยม จะมีอาการเจ็บปวดทรมาน โดยในระยะเริ่มต้น มีอาการปวดแขน ขา สะโพก เมื่อประคบ หรือแช่น้ำร้อนจะหาย บริเวณฟันที่ติดกับเหงือกจะมีวงแหวนสีเหลืองเรียกว่า วงแหวนแคดเมี่ยม ระยะต่อมาจะมีการกระตุกตามข้อในร่างกาย เริ่มมีอาการปวดร้าวในระยะที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งระยะนี้ต้องใช้เวลาของการได้รับแคดเมี่ยมสะสมนานถึง 20-30 ปี ผู้ป่วยจะเจ็บปวดมากทั่วร่างกายจนเดินไม่ไหวน้ำหนักของร่างกายจะกดกระดูกสันหลัง เรียกว่าโรคอิไตอิไต (Itai-Itai disease ซึ่งแปลว่า โรคปวดเจ็บจนร้องโอ๊ยโอ๊ย ) 
การเข้าสู่ร่างกายของแคดเมี่ยมมี 2 ทาง คือ
      1. ทางปาก โดยการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม เช่น อาหารทะเล
      2. ทางจมูก โดยการหายใจเอาควัน หรือฝุ่นของแคดเมี่ยมเข้าไป เช่น ในเหมืองสังกะสี
      ปริมาณของแคดเมี่ยม มากกว่า 300 มิลลิกรัม อาจทำให้คนกินตายได้ แต่ปริมาณต่ำสุด 10 มิลลิกรัมจะทำให้มีอาการพิษของแคดเมี่ยมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนในบรรยากาศปริมาณฝุ่นของแคดเมี่ยมหรือควันของแคดเมี่ยมออกไซด์ ต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร มนุษย์จะได้รับแคดเมี่ยมจากอาหาร อากาศ น้ำ และจากใบยาสูบ สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แหล่งที่จะรับเข้าสู่ร่างกายที่สำคัญ คือ จากอาหาร เนื่องจากส่วนประกอบของอาหาร เช่น ข้าวจะสะสมแคดเมี่ยมในปริมาณสูงถ้าปลูกที่ดินมีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม ทั้งนี้เพราะพืชสามารถดูดซึมแคดเมี่ยมไว้ได้ดีกว่าโลหะอื่นๆ สำหรับผู้สูบบุหรี่ได้รับแคดเมี่ยมจากใบยาสูบในบุหรี่อีกทางหนึ่ง ทำให้ร่างกายมีปริมาณแคดเมี่ยม(body burden) สูงเป็น 2 เท่า ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ส่วนผู้ประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับแคดเมี่ยมเข้าสู่ร่างกายทางหายใจ ในรูปของฝุ่นหรือควัน ถ้ามีการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมที่มือ หรือผู้สูบบุหรี่ในขณะทำงานอาจเข้าทางปากได้ 
อาการพิษจากแคดเมี่ยม
      อาการพิษเฉียบพลัน จากการกิน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำลายไหล ปวดท้อง ช็อค(Shock) ไตและตับถูกทำลาย
      จากการหายใจ (ควันของแคดเมี่ยม) มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจสั้น มีกลิ่นโลหะในปาก ไอมีเสมหะเป็นฟองหรือมีเสมหะเป็นเลือด อ่อนเพลีย ปวดเจ็บขา ต่อมาปัสสาวะจะน้อยลง เริ่มมีไข้ มีอาการของปอดอักเสบ
      อาการพิษเรื้อรัง จากการหายใจ มีอาการไอ สูญเสียการรับกลิ่น น้ำหนักลด โลหิตจาง(anemia) หายใจลำบาก ฟันมีคราบเปื้อนสีเหลือง ตับและไตอาจถูกทำลาย

ยาฆ่าแมลง
    อันตรายจากยาปราบศัตรูพืชเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับวิทยาการที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง และการมุ่งเพิ่มผลผลิตในทางเกษตรกรรม แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ใช้ก็ได้รับอันตรายถึงขั้นเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก นอกจากอันตรายจากยาปราบศัตรูพืชจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงประชาชนผู้บริโภคผลิตผลจากเกษตรกรรมอีก เช่น ผักสด ผลไม้ หากแต่เป็นอันตรายแอบแฝงที่อาจยังไม่ปรากฏผลทันทีทันใด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการนำสารพิษจำพวกนี้มาเป็นเครื่องมือฆ่าตัวตาย คงจะเคยได้ยินกันมาบ่อยๆทางสื่อมวลชนว่า มีคนกินยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่าตัวตายหรือการได้รับสารพิษโดยอุบัติเหตุ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ปรากฏอยู่เนืองๆ
     คอลัมน์เรื่องน่ารู้ฉบับนี้ รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทูร อัตนโถ แห่งภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาอธิบายให้เราได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายจากยาปราบศัตรูพืช รวมทั้งการป้องกันดูแลรักษาตนเองและการช่วยเหลือผู้ได้รับสารพิษขั้นต้น
⇒ สารเคมีที่ใช้ปราบศัตรูพืชมีกี่ประเภท
สารเคมีที่ใช้ปราบศัตรูพืชมีหลายประเภท ได้แก่
1. ยาฆ่าแมลง
2. ยาปราบศัตรูพืช 
3. ยาเบื่อหนู
4. ยาฆ่าเชื้อรา
5. อาจรวมไปถึงยาทาไล่ยุงด้วยก็ได้ แต่ละประเภทที่พูดถึงนี้ยังจำแนกเป็นกลุ่มย่อยๆออกไปอีก เช่น ยาฆ่าแมลง ประกอบด้วย
1. ออร์กะโนฟอสเฟต มีชื่อเรียกกันติดปากว่า “พาราไทออน” เป็นที่รู้จักในหมู่เกษตรกรว่า ยาตราหัวกะโหลกไขว้ และยาเขียวฆ่าแมลง
2. คาร์บาเมต
3. ออร์กะโนคลอรีน เช่น ดีดีที
4. ไพรีทรอยด์ หรือไพรีทรัมที่เขาแบ่งเป็นกลุ่มเพราะว่า ทำให้เกิดพิษและออกฤทธิ์ต่างกัน 
 อันตรายของแต่ละชนิด
   กลุ่มที่ 1 ออร์กะโนฟอสเฟต
กลุ่มที่ 2 คาร์บาเมตนั้น ออกฤทธิ์ไปยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (cholinesterase) ของร่างกายไม่ให้ทำงาน ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน ปวดท้อง ท้องเดิน น้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หายใจลำบาก ตัวเขียว หยุดหายใจ อาจถึงตายได้

กลุ่มที่ 3 ออร์กะโนคลอรีน ก็มีพิษเหมือนกัน โดยทำให้ชักหมดสติและตายได้ ซึ่งเป็นอันตรายที่รุนแรงเช่นเดียวกัน พวกนี้ที่เรารู้จักกันดีก็คือ ดีดีที มีตัวอื่นอีก เช่น ดีลดริน (dieldrin) เอนดริน (endrin) เป็นต้น 
กลุ่มที่ 4 ไพรีทรอยด์หรือไพรีทรัม ได้มาจากการเอาเกสรดอกไพรีทรัมมาสกัด มีตัวยาอยู่แค่ 0.1% ใช้ฆ่าแมลงหรือฆ่ายุงได้ผลดี กว่าจะเก็บดอกไม้มาสกัดได้ 0.1% ต้องลงทุนสูง ในปัจจุบันเขาจึงสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า ไพรีทรอยด์ มีใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะเพื่อกำจัดยุง
ประเภทที่ 1 ที่เรียกยาฆ่าแมลงนี้มีใช้ในครัวเรือนและใช้ในเกษตรกรรม โดยเฉพาะที่ใช้ในในทางเกษตรกรรมความเข้มข้นสูง เช่น 50% อันตรายจึงมีมากกว่าในครัวเรือน เพราะยาฆ่าแมลงที่ใช้ในครัวเรือนใสกว่า มีเปอร์เซ็นต์ต่ำไม่เกิน 1% อันตรายจึงต่างกัน

การเข้าสู่ร่างกายของสารพิษกุล่มที่ 1,2 และ 3 นั้น ส่วนใหญ่เข้าได้ 3 ทางด้วยกันคือ ทางหายใจ โดยการหายใจเอาละอองหรือกลิ่นเข้าไปโดยกินเข้าไปโดยตรง และโดยการซึมผ่านทางผิวหนัง ยกเว้นประเภทที่ 3 บางชนิดก็ไม่สามารถซึมผ่านทางผิวหนังได้ นอกจากนั้นเข้าได้เพียง 2 ทางคือโดยการกินและการหายใจเมื่อเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการต่างๆกัน ความรุนแรงของอาการพิษที่เกิดขึ้นถึงขั้นสุดท้ายคือตาย ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่ายาฆ่าแมลงแล้วละก็ถึงตายได้ทั้งนั้น ยกเว้นไพรีทรอยด์เพราะฤทธิ์มันอ่อนมาก 

ประเภทที่ 2 ยาปราบศัตรูพืช ใช้เฉพาะในทางเกษตรกรรมที่ได้รับความนิยมมาก คือ กลุ่มพาราควอต รู้จักกันในชื่อกรัมม็อกโซน เนื่องจากพาราควอตมีคุณสมบัติที่ดีมากคือ มันไม่ทำให้เกิดพิษตกค้างเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อฉีดพ่นลงไปทำลายวัชพืชเรียบร้อยแล้วตกลงสู่พื้นดินก็จะหมดฤทธิ์ทันที เพราะสารพวกนี้จะมีประจุไฟฟ้าที่ตรงข้ามกับประจุไฟฟ้าของดิน เกิดการดูดซับเข้าหากันกลายเป็นสารไม่มีพิษทันที
ต่างกับดีดีทีหรือออร์กะโนคลอรีน พวกดีดีทีที่เสื่อมความนิยมลงไป เพราะมีพิษตกค้างหลงเหลืออยู่ในดินได้เป็นเวลานาน พืชจะดูดซึมเข้าไปในลำต้น ใบ ดอก ผล เป็นพิษตกค้างในพืช เมื่อคนกินเข้าไปจะสะสมอยู่ในร่างกายเกิดเป็นพิษขึ้นได้
ประเภทที่ 3 ยาเบื่อหนู ใช้ในทางเกษตรกรรมและในครัวเรือน ขอยกตัวอย่างกลุ่มวอร์ฟารินหรือราคูมิน กินเข้าไปแล้วมีผลต่อเลือด ทำให้เลือดออกไม่หยุด ตายได้ แต่การจะเกิดอย่างนี้ต้องกินเข้าไปติดต่อกันหลายๆครั้ง หรือกินครั้งเดียวจำนวนมาก อีกกลุ่มหนึ่งคือ ซิงค์ฟอสไฟด์ เป็นผงสีดำๆ กินเข้าไปทำให้เกิดคลื่นไส้ อาเจียน และเป็นพิษต่อตับและไตได้
ประเภทที่ 4 ยาฆ่าเชื้อรา มีหลายกลุ่มๆที่เป็นอันตรายมากเขาก็พยายามเลิกใช้หันมาใช้ที่มีอันตรายน้อยลงคือ ไม่เกิดพิษให้เห็นทันตา แต่อันตรายแอบแฝงที่เรากำลังศึกษากันอยู่คือ การทำให้ยีนส์เกิดการผ่าเหล่าหรือมิวเตชั่นยีนส์ (mutation genes) อาจทำให้เกิดมะเร็งเป็นผลในอนาคตซึ่งเรายังไม่รู้อีกเป็นจำนวนมาก มาสมัยนี้ในการปราบศัตรูพืชเขานิยมใช้แบคทีเรียหรือไวรัสกำจัดแมลงแทนสารเคมี เช่นแบคทีเรีย เมื่อฉีนพ่นลงไป สามารถจำจัดแมลงตัวอ่อนได้ วิธีนี้ไม่มีอันตราย เพราะไม่ทำให้คนติดโรคและได้รับสารพิษ
เกษตรกรนิยมใช้ได้แก่ประเภทไหน
     เกษตรกรนิยมใช้ทุกประเภทร่วมกันหมด ในการฉีดพ่นแต่ละครั้งเขาจะต้องใช้การผสมของสูตรที่เห็นว่าเหมาะสมกับท้องถิ่นหรือพืชของเขาแต่ละชนิด เช่น ผสมยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อราเข้าด้วยกัน
ยาปราบศัตรูพืช สารเคมีเหล่านี้มีการสะสมในร่างกายหรือไม่อย่างไร
     การสะสมในร่างกายขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมี ส่วนใหญ่ในกลุ่มออร์กะโนคลอรีนเท่านั้นที่มีพิษสะสมจึงเลิกใช้ เช่น ดีดีที เมื่อก่อนใช้กันอย่างมากมาย ปรากฏว่าเมื่อใช้นานเข้าจึงพบว่า มีการสะสมอยู่ในภาวะแวดล้อมเป็นจำนวนมาก ในพืชพันธุ์ธัญญาหาร ในดิน ในน้ำ และเมื่อคนกินเข้าไปจะไปสะสมอยู่ในไขมัน อาจจะทำให้เกิดมิวเตชั่นยีนส์ (mutation genes) เป็นมะเร็ง เป็นเหตุของโรคโลหิตจางและอื่นๆ อีกสารพัด เขาจึงเลิกใช้ แต่ในบางประเทศ เช่น ประเทศไทยยังมีการใช้อยู่โดยเฉพาะเพื่อการสาธารณสุข
ยากันเชื้อรา

สารกันรา สารอันตราย
ถ้าให้พูดในภาษาทั่ว ๆ ไปนั่นสารกันรา หรือที่เราจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สารกันบูด นั้นเอง ซึ่งสารตัวนี้เป็นกรดซาลิซิลิค ซึ่งกรดตัวนี้จะมีอันตรายต่อร่างกายของคนเราอย่างมากเลย โดยมากอาหารที่เราจะพบสารกันรา ก็จะเป็นอาหารประเภทของดอง เช่นผลไม้ดองต่าง ๆ มะม่วงดอง, มะขามดอง หรือผักเสี้ยนดอง ก็มีสารกันราผสมเช่นเดียวกันน่ะค่ะ และบางครั้งพ่อค้าแม่ค้ายังนำมาคลุกเคล้ากับเนื้อสดด้วยน่ะค่ะ ที่ผสมกับเนื้อสดเพื่อไม่ให้เนื้อนั่นเละนั้นเอง

อันตรายที่ได้รับจาก สารกันรา
ร่างกายของคนเรานั้นถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปผสม ก็ย่อมมีอาการที่ไม่ดีเกิดขึ้นน่ะค่ะ สำหรับสารกันรา่นั้นถ้าเราได้รับเข้าไปในปริมาณที่มาก ก็จะไปทำลายเซลล์ในร่างกาย และยังทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ด้วยน่ะค่ะ สำหรับผู้ที่รับสารกันรา เข้าไปในร่างกายในปริมาณที่ไม่มากนัก ก็จะเกิดอาการขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ก็อาจจะเกิดผดผื่นคันขึ้นตามตัว, มีอาการอาเจียน, มีไข้ เป็นต้น

การสังเกตอาหาร ที่มีสารกันรา
คุณแม่บ้านสามารถที่จะหลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีสารกันรา ผสมอยู่ได้ โดยการที่คุณแม่บ้านควรที่จะเลือกซื้ออาหารที่ใหม่ และสดเท่านั้น และถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรที่จะรับประทานอาหารหมักดอง เพราะวิธีการผลิตอาหารประเภทนี้เรา ๆ ก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า ผู้ผลิตเค้าผลิตด้วยวิธีการใดบ้างน่ะค่ะ แต่ถ้าคุณแม่บ้านอยากทานมากจริง ๆ ก็เราน่าที่จะทำเอาเองจะปลดภัยกว่า
เราก็สามารถทราบถึงอันตรายของ อาหาร ที่มีสารกันรา ผสมอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง และอันตรายนั้นมากถึงขั้นไหน และเราสามารถป้องกันได้อย่างไรไปแล้ว
    คุณแม่บ้านก็สามารถทราบเกี่ยวกับอันตรายต่าง ๆ ของสารชนิดต่าง ๆ ที่พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาผสมในอาหารให้เรารับประทานกันแล้ว ว่ามีสารอะไรกันบ้าง และอันตรายนั้นมีถึงขั้นไหน และเราจะป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงจากสารเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง หน้าที่ของคุณแม่บ้านก็กลายเป็นคุณหมอด้วย เพราะเราต้องคอยดูแลสุขภาพร่างกายของบุคคลในครอบครัวของเราด้วยนั้นเอง ผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานจากธรรมชาติดีกับคุณ คลิกเพื่อดูเพิ่มเติม
เอกสารการอ้างอิง
 : หนังสือความรู้สิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 10 พ.ศ.2538 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 39-42.
  : http://jiaogulanok.blogspot.com
http://www.doctor.or.th/article/detail/5592
เพื่อให้ได้คุณสมบัตินี้ควรใช้เจียวกู้หลานธรรมชาติ
การใช้เจียวกู้หลานที่ถูกต้อง ควรอ้างอิงจากผู้ชำนาญในการใช้สมุนไพร เจียวกู้หลานก็เช่นกัน เจียวกู้หลานป่าหรือเจียวกู้หลานธรรมชาติ จะให้โอสถสารมากกว่า เข้มข้นกว่า เทียบปริมาณการใช้แล้วจะใช้เจียวกู้หลานป่าในปริมาณการใช้ที่น้อยกว่านั่นเอง
เจียวกู้หลานเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้กันมาใช้เป็นอาหาร ใช้เป็นยารักษาโรค หรือประโยชน์ด้านต่างๆ
เจียวกู้หลานที่นำมาใช้ชงเป็นชาเป็นการดัดแปลงการใช้เพี่อให้ง่ายค่อการบริโภต
การใช้เจียวกู้หลานชง เป็นชาก็จะได้รสของชาเจียวกู้หลานได้บรรยากาศไปอีกแบบหนี่งไม่มีคาเฟอีนไม่ทำให้นอนไม่หลับ
โอสถสารในเจียวกู้หลาน อยู่ในตัวของสมุนไพร มีข้อมูลอ้างอิงที่ทำให้เชื่อได้ว่า เจียวกู้หลานมีโอสถสารที่ช่วยเรื่องโรคที่ไม่พึงประสงค์ของคน เช่น เบาหวาน ความดันสูง และโรตหัวใจเป็นต้น สามารถจัดการให้อาการบรรเทาลงและเป็นโอกาสทองของผู้ป่วยที่จะได้จัดการและบำรุงในขั้นต่อๆ ไป
การใช้เจียวกู้หลานเพื่อเป็นยา มีความจำเป็นต้องอาศัยความเข้มข้นของโอสถสารในการบำบัดสายพันธุ์เจียวกู้หลานที่จะนำมาใช้ แนะนำควรเป็นเจียวกู้หลานธรรมชาติจากป่าจะให้โอสถสารสูงกว่าเจียวกู้หลานปลูกและปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานนำเข้าจากต่างประเทศ เราสามารถนำเจียวกู้หลานไปเป็นทางเลือกในการช่วยฟื้นฟูร่วมรักษา โรคควบคู่กับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน ฤทธิ์ของโอสถสารในเจียวกู้หลานจะทำหน้าที่คนละส่วนกับยาหมอ ไม่ไปเสริมฤทธฺ์หรือลดคุณสมบัติของยาใดๆ ทั้งสิ้น 
และปริมาณการใช้เจียวกู้หลานขออ้างอิงปริมาณการใช้เจียวกู้หลานเองซึ่งค่าโดยเฉลี่ยที่ทำให้เจียวกู้หลานออกฤทธิ์และอ้างอิงตามผลงานการวิจัย เจียวกู้หลานที่ใช้จะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติ หากคุณใช้เจียวกู้หลานปลูกจะต้องใช้ในปริมาณมากกว่า

ปริมาณสารสำคัญที่เป็นสมุนไพรในเจียวกู้หลานกับการออกฤทธิ์ต่ออาการต่างๆ
คลิกดูรูปใหญ่
เจียวกู้หลานจากธรรมชาติดีกับคุณ คลิกเพื่อดูเพิ่มเติม
ปริมาณสารสำคัญที่เป็นสมุนไพรในเจียวกู้หลานกับการออกฤทธิ์ต่ออาการต่างๆ

เว็บไซด์อ้างอิง
เจียวกู้หลานจากธรรมชาติดีกับคุณ คลิกเพื่อดูเพิ่มเติม
ใช้เจียวกู้หลานให้ได้ประโยชน์ควรศีกษาข้อมูลการใช้อย่างละเอียดท่านจะได้ประโยชน์สูงสุดตามข้อมูลงานวิจัยที่นำเสนอโดยทั่วๆ ไป ตัวอย่างเช่น
     สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาวิจัยสมุนไพรมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ได้พัฒนาสมุนไพรที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์หลายชนิด ล่าสุดได้พบสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงสามารถนำไปพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ในเชิง พาณิชย์ได้ดีคือ สมุนไพรเจียวกู่หลาน เจียวกู่หลาน หรือปัญจขันธ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Gynostemma pentaphyllum Makino วงศ์ Cucurbitaceae เป็นพืชล้มลุกชนิดเถา เลื้อยขนานกับพื้นดิน รากงอกจากข้อ เป็นประเภทแดงน้ำเต้า สมุนไพรชนิดนี้มีการใช้กันมากในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน ในประเทศจีนใช้เป็นยาต้านการอักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ในประเทศญี่ปุ่นได้นำมาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ เช่น
- ผลิตภัณฑ์แก้ผมหงอก
- ดับกลิ่นตัว
- เครื่องดื่มสมุนไพร
- อาหารเสริมสุขภาพ และใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหารเสริมสุขภาพ มีรายงานว่า Gypenosides ซึ่งเป็นสารประเภท saponins ที่พบในสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือด โดยการเพิ่มค่า HDL และลดค่า LDL เสริมระบบภูมิคุ้มกันทั้งในสัตว์ทดลองและทางคลินิก ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก รักษาแผลกระเพาะอาหาร ต้านการอักเสบ แก้ปวด และยับยั้งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด
        ในประเทศไทยพบเกิด เองตามธรรมชาติที่ดอยอินทนนท์ ปัจจุบันมีการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่บ้างแต่ยังไม่แพร่หลายนัก เพราะมีปัญหาเรื่องความแข็งแรงของต้นพันธุ์ อีกทั้งเป็นพืชล้มลุกและตายง่าย ในฤดูฝนจะหยุดเจริญเติบโต แต่ส่วนใต้ดินยังเจริญอยู่ของเจียวกู้หลาน
         กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเจียวกู่หลานต่อ ระบบภูมิคุ้มกันแบบอาศัยเซลล์ของหนูถีบจักรที่ถูกกดภูมิคุ้มกันโดยการฉาย รังสีแถบแกมมาขนาด 4 Gy ก่อนให้สารสกัดขนาด 32 มก./กก./วัน และขนาด 160 มก./กก./วัน เป็นเวลา 10 วัน พบว่าการแบ่งตัวของลิมโฟซัยท์เมื่อถูกกระตุ้นด้วย PHA, LPS และ ConA กลับสู่สภาวะปกติในวันที่ 15 ของการศึกษา เมื่อทดสอบโดยใช้ mononuclear cells จากกระแสเลือดของคนปกติ พบว่าสารสกัดเจียวกู่หลานช่วยเพิ่มการแบ่งตัวของลิมโฟซัยท์อย่างมีนัยสำคัญ ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 1 ng/ml ถึง 100 g/ml รวมทั้งแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์เอชไอวีโปรทีเอสในหลอดทดลองได้ผลดี เมื่อ ทดสอบความเป็นพิษทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรังของสารสกัดเจียวกู่หลานใน หนูขาว พบว่าสารสกัดเจียวกู่หลานมีความปลอดภัยสูงแม้ว่าจะให้สารสกัดในขนาดสูงถึง 750 มก./กก./วัน
        จากการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเจียวกู่หลานในอาสาสมัครจำนวน 30 ราย โดยกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ และเกณฑ์การเลิกการเข้าร่วมการศึกษาอย่างชัดเจน มีการสัมภาษณ์ ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการทุก 2 สัปดาห์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา ทางชีวเคมีของซีรัม และต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีระยะเวลาศึกษาประมาณ 3 เดือน โดยคัดเลือกอาสาสมัครตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งอาสาสมัครเป็น 2 ชุดๆ ละ 15 คน ให้อาสาสมัครชุดที่ 1 รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 1 แคปซูล (gypenosides 40 มก./แคปซูล) หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 2 เดือน และอาสาสมัครชุดที่ 2 รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 2 แคปซูล (gypenosides 40 มก./แคปซูล) หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 2 เดือน เพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเสริมภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 1-2 แคปซูล (gypenosides 40 มก./แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 2 เดือน มีความปลอดภัย และไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ดังนั้นจึงสมควรศึกษาประสิทธิผลทางคลินิกเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพต่อ ไป 

ที่มาของข้อมูล: สถาบันวิจัยสมุนไพร  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

หรืองานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานอื่นๆ 
     ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวม เอกสารอ้างอิง : เจียวกู้หลานพืชสมุนไพร เป็นที่สนใจของคนทั่วไป และยังเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปเช่นกัน ในสภาวะสังคมที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพของคนทั่วๆ ไปมีมลพิษสูง อาหารอุตสาหกรรมที่เน้นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์มีการใช้สารเคมีสูงมาก ในภาพรวม มีการเกิดโรคที่ไม่น่าจะเกิดกับคนทั่วๆ ไปอย่างกว้างขวาง เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นกันมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องหาวิธีป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นโรคดังกล่าว การศึกษาให้รู้ถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโรคมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหากเป็นโรคดังกล่าวแล้วการเข้าพบแพทย์เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ต้องการและหลายคนจะเลือกใช้วิธีใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการของโรคต่างๆ เป็นเบื้องต้น ด้วยความเชื่อที่ว่า การใช้ธรรมชาติบำบัดโรคจะปลอดภัยต่ผลข้างเคียงที่มักจะเกิดจากการรักษาด้วยยาเคมีและยาปฎิชีวนะรักษาโรคทั่วไป
งานวิจัยที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ งานวิจัยเจียวกู้หลานที่ได้นำออกมานำเสนอคือ
เอกสารอ้างอิง :
1. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ สมุนไพรน่ารู้ 2 ปัญจขันธ์. สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. พิมพ์ครั้งที่ 2. พฤษภาคม 2548.
2. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ เจียวกู่หลาน (ปัญจขันธ์). จุลสารข้อมูลสมุนไพร. 2549; 23(2): 2-9
3. ข้อมูลและงานวิจัยรวบรวมชื่อ Gypenoside induces apoptosis in human Hep3B and HA22T tumour cells. Cytobios. 1999;100(393):37-48.
4. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Regulation ob Bcl-2 family molecules and activation of caspase cascade involved in gypenosides-induced apoptosis in human hepatoma cells .Cancer Lett. 2002 Sep 26;183(2):169-78.
5. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Gypenosides induced G0/G1 arrest via inhibition of cyclin E and induction of apoptosis via activation of caspases-3 and -9 in human lung cancer A-549 cells. In Vivo. 2008 Mar-Apr;22(2):215-21.
6. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Gypenosides induced apoptosis in human colon cancer cells through the mitochondria-dependent pathways and activation of caspase-3. Anticancer Res. 2006 Nov-Dec;26(6B):4313-26.
7. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Gypenosides causes DNA damage and inhibits expression of DNA repair genes of human oral cancer SAS cells. In Vivo. 2010 May-Jun;24(3):287-91.
8. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Gypenosides inhibited invasion and migration of human tongue cancer SCC4 cells through down-regulation of NFkappaB and matrix metalloproteinase-9. Anticancer Res. 2008 Mar-Apr;28(2A):1093-9.
9. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Gypenosides induced G0/G1 arrest via CHk2 and apoptosis through endoplasmic reticulum stress and mitochondria-dependent pathways in human tongue cancer SCC-4 cells. Oral Oncol. 2009 Mar;45(3):273-83. Epub 2008 Jul 31.
10. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ N-acetyltransferase is involved in gypenosides-induced N-acetylation of 2-aminofluorene and DNA adduct formation in human cervix epidermoid carcinoma cells (Ca Ski). In Vivo. 2003 May-Jun;17(3):281-8.
11. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อInmnulogic effects of Jiaogulan granule in 19 cancer patients.Zhejiang-Zhongyi Zazhi 1989; 24 (10); 449 .จุลสารข้อมูลสมุนไพร 23(2) 2549:
12. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อAntidiabetic effect of Gynostemma pentaphyllum tea in randomly assigned type 2 diabetic patients. Horm Metab Res. 2010 May;42(5):353-7. Epub 2010 Mar 8.
13. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อThe add-on effects of Gynostemma pentaphyllum on nonalcoholic fatty liver disease. Altern Ther Health Med. 2006 May-Jun;12(3):34-9.
14. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู้หลานรวบรวมชื่อ Chronic toxicity of Gynostemma pentaphyllum. Fitoterapia. 2004;75(6):539-551
  งานวิจัยของสมุนไพรเจียวกู้หลานทำให้เราได้ทราบว่า สารสำคัญกลุ่ม Gypenosides พบมากในเจียวกู้หลานมากกว่า 82 ชนิด ล้วนมีส่วนสำคัญให้ภูมิต้านทานร่างกายมีความแข็งแรงเพื่อมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดและช่วยร่างกายให้แข็งแรงส่งผลให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำการรักษาโรคได้
 เจียวกู้หลาน มีอีกชื่อว่า “ปัญจขันธ์” ได้รับคัดเลือกเป็นสมุนไพรแห่งปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เจียวกู้หลาน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gynostemma pentaphyllum พืชสมุนไพรชนิดเถา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออก พบที่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
 เป็นสมุนไพรท้องถิ่นของแต่ละถิ่น การที่เจียวกู้หลานขึ้นในแต่ละถิ่นทำให่เจียวกู้หลานต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด  มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู่หลาน หรือปัญจขันธ์ หลาย ๆ ด้าน ซึ่งสรุปได้ดังนี้
 การวิจัยเจียวกู้หลานในสัตว์ทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยลดไขมันในเลือดในหนูขาวสัตว์ทดลองในห้องทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยลดน้ำตาลในเลือด ในหนูขาวสัตว์ทดลองในห้องทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยลดการเกิดเส้นเลือดหัวใจหดตัว ในหนูถีบจักรสัตว์ทดลองในห้องทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยลดการขาดเลือดเลี้ยงสมองในกระต่ายสัตว์ทดลองในห้องทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยปกป้องตับจากสารพิษ acetaminophen ในหนูขาวสัตว์ทดลองในห้องทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยลดการอักเสบ ในหนูขาวสัตว์ทดลองในห้องทดลองที่เหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าอักเสบ
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยขยายหลอดลม ในหนูตะเภาสัตว์ทดลองในห้องทดลอง
 สมุนไพรในเจียวกู้หลานช่วยยับยั้ง และทำลาย มะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งกระพุ้งแก้ม หนูแฮมสเตอร์สัตว์ทดลองในห้องทดลอง มะเร็งตับ ของหนูถีบจักรสัตว์ทดลองในห้องทดลอง มะเร็งหลอดอาหารของหนูขาวสัตว์ทดลองในห้องทดลอง และ มะเร็งช่องท้องของหนูถีบจักรสัตว์ทดลองในห้องทดลอง เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ในหนูสัตว์ทดลองในห้องทดลองที่เป็นมะเร็ง

 การวิจัยใน คน อาสาสมัครที่ต้องการเป็นผู้ทดสอบสรรพคุณเจียวกู้หลาน
 ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานให้ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีงานวิจัยในห้องทดลองของเจียวกู้หลานให้ฤทธิต้านมะเร็ง ของ เจียวกู้หลาน กับ เซลล์มะเร็งของมนุษย์ ที่ได้เพาะเลี้ยงไว้ หลายชนิดมีรายงานว่า
 - ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งตับ สาร Gypenosides ในเจียวกู้หลาน สามารถยับยั้งการแบ่งตัว และทำลาย เซลล์มะเร็งตับ Hep3B HA22T และ Huh-7 cell lines ของคนได้จริง ด้วยกลไกที่ชัดเจน
 - ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งปอด สาร Gypenosides สามารถทำลายเซลล์มะเร็งปอด human lung cancer A-549 ของคนได้จริง ด้วยกลไก รบกวนการทำงานของ โปรตีน caspases-3 and -9
 - ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ สารGypenosides ในเจียวกู้หลาน สามารถทำลาย เซลล์มะเร็งลำไส้ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ human colon cancer colo 205 cells ด้วยการรบกวนโปรตีน
 และเหนี่ยวนำให้เกิดการทำลายของเซลล์ ( apoptosis ) ได้จริง
 - ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งลิ้น สาร Gypenosides ในเจียวกู้หลาน สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง ลิ้น human oral cancer SAS cells ของคนได้จริงด้วยกลไกของการยับยั้งการแสดงของ  DNA repair genes และยังสามารถ ยับยั้งการลุกลามแพร่กระจาย ของมะเร็งลิ้นอีกชนิดคือ human tongue cancer SCC4 ของคนได้จริง ด้วยการยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็ง
 ( apoptosis ) ด้วยการรบกวนการทำงานของโปรตีน
 - ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งปากมดลูก สาร Gypenosides ในเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์ต้าน มะเร็งปากมดลูก
 ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานปรับสมดุลเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายได้จากการใช้สมุนไพรเจียวกู้หลาน  มีงานวิจัยใช้สมุนไพรเจียวกู้หลานในผู้ป่วยมะเร็ง 19 คน โดยให้รับประทานส่วนสกัดซาโปนินจากเจียวกู้หลานในขนาด gypenoside 240 มิลลิกรัม ต่อวัน เป็นเวลา นาน 1 เดือน โดยเลือกในช่วงเวลา ที่ ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด พบว่า ผู้ป่วย 10 คนดีขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ป่วย 7 คนอาการดีขึ้น ในภาพรวมของการทดลองได้ผลดี 89.5% และ การเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นในผู้ป่วย 17 คน แต่อีก 2 คนจำนวนเม็ดเลือดขาวลดลง ระดับอิมมูโนกลอบูลินในเลือดอยู่ในระดับปกติ และระดับ IgC ในเลือดลดลง  และไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
 ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานปรับสมดุลลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
 มีงานวิจัย ในผู้ป่วยเบาหวาน Type 2 (ซึ่งเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่พบบ่อยที่สุด) โดยดื่ม ชาเจียวกู้หลาน พบว่า การบริโภคเจียวกู้หลานในปริมาณ 6 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ไม่มีอาการน้ำตาลต่ำหรือผลข้างเคียงอื่นใด

 ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานปรับสมดุลในผู้ที่มีไขมันเกาะตับโดยใช้สมุนไพรเจียวกู้หลาน
 การให้สารสกัดเจียวกู้หลาน ในปริมาณ 80 ซีซี ต่อวัน ในผู้ป่วย ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีภาวะไขมันเกาะตับ โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มควบคุมคือไม่ได้รับ สารสกัดเจียวกู้หลาน และกลุ่มที่ได้สารสกัดเจียวกู้หลานเป็นเวลาสี่เดือน กลุ่มที่ได้รับ สารสกัดเจียวกู้หลาน มีค่าระดับของ ความอ้วน ( BMI ) เอนไซม์ตับ ( SGOT, SGPT ) และ อินซูลิน ลดลงไปในแนวทางที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัด ทั้งสองกลุ่ม มีค่าไขมัน เกาะตับลดลง ประโยชน์ในผู้ป่วย

 ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานจากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากสมุนไพรเจียวกู้หลาน
 ข้อมูลการวิจัยของวิจัยชาวจีนและ ญี่ปุ่นพบว่า เจียวกู้หลาน มีสารสำคัญอยู่หลายชนิดที่พบมาก เรียกกันทั่วไปว่า Gypenosides เป็นสารจำพวก Saponin ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 80 ชนิด Gypenosides อีก 11 ชนิด ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Ginsenosides ที่พบในโสม
 ซาโปนิน ที่พบใน เจียวกู้หลาน มีจำนวน 82 ชนิด แต่ซาโปนินที่พบในโสมมีเพียง 28 ชนิด ในจำนวนนี้มี 4 ชนิดที่เหมือนกัน ได้แก่ Gypenosides Rb1 , Ginsenosides Rb3, Ginsenoside Rd และ Ginsenoside F3 จะเห็นได้ว่า เจียวกู่หลาน กับโสม มีสาระสำคัญทีคล้ายกัน อยู่หลายตัว

 ผลงานวิจัยรายงายว่าเจียวกู้หลานจากการศึกษาความเป็นพิษในสมุนไพรเจียวกู้หลาน
 สารสกัดน้ำของเจียวกู้หลาน เมื่อนำมาทดสอบความเป็นพิษเรื้อรังในหนูขาวในห้องทดลอง โดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม และให้กินสารสกัดของเจียวกู่หลานในขนาด 6, 30, 150 และ 750 มก./กก./วัน
 นาน 6 เดือน และกลุ่มควบคุมได้รับสารสกัดขนาด 10 มล./กก. พบว่าในทุกกลุ่มการทดลองไม่พบพิษหรือผลข้างเคียงใด ๆ (ค่าชีวเคมีในเลือดปกติลักษณะทางพยาธิสภาพอวัยวะภายในปกติ) นอกจากนี้จากการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเจียวกู่หลานที่ศึกษาในอาสาสมัคร 30 ราย โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานสารสกัดเจียวกู้หลานแคปซูลครั้งละ 1 แคปซูล ประกอบด้วยสาร gypenoside 40 มก./แคปซูล หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ติดต่อกันนาน 2 เดือน กลุ่มที่ 2 รับประทานสารสกัดเจียวกู้หลานแคปซูลครั้งละ 2 แคปซูล หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) นาน 2 เดือน พบว่าจากการศึกษาไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ในอาสาสมัคร

 ข้อห้ามของ เจียวกู้หลาน
 สามารถรับประทานได้ทุกคน ในสตรีมีครรภ์ควรงดทานเจียวกู้หลาน 1 เดือนก่อนคลอดบุตร
   การใช้เจียวกู้หลานมีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้จึงควรคำนึงถึงการได้รับปริมาณสารสำคัญในเจียวกู้หลานเพื่อให้ได้ผลสูลสุดในการใช้ มีค่าเทียบเคียงการใช้สารสำคัญของเจียวกู้หลาน   
 เจียวกู้หลานจากผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานฟอร์ยูผลิตจากเจียวกู้หลานธรรมชาติหรือเจียวกุ้หลานป่า
 คัดเลือกเจียวกู้หลานจากธรรมชาติหรือเจียวกู้หลานป่าจากพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีค่าของความชื้นต่ำ มีความแห้งของอากาศสูงเพื่อให้ได้สมุนไพรที่เข้มข้นโดยวิธีการธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในการผลิตจึงมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานจากเจียวกู้หลานฟอร์ยูปลอดภัยต่อคุณ ผลิตภัณฑ์มีไห้เลือกตามความต้องการ
ขอบคุณข้อมูล เจียวกู้หลานป่าจากเจียวกู้หลานฟอร์ยู

ไม่มีความคิดเห็น: